เพลงพื้นบ้านของไทยมีรากฐานอันสร้างสรรค์มาจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันผ่าน มุขปาฐะ หรือการบอกเล่า ขับร้อง และจดจำต่อกันมาแบบปากต่อปาก เพื่อสร้างความบันเทิงใจและผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในแต่ละท้องถิ่น ในระยะแรกเริ่ม ผลงานเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากชนชั้นสูงในอดีตมองว่าเพลงพื้นบ้านเป็นเพียงกลอนชาวบ้านที่มีเนื้อหาบางตอนหยาบโลน และไม่ได้มุ่งเน้นการใช้ ฉันทลักษณ์ ที่วิจิตรพิสดารตามตำรา แต่ด้วยความตื่นตัวทางวรรณศิลป์และความนิยมอันแพร่หลายของมหาชน เพลงพื้นบ้านจึงถูกพัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งคลี่คลายไปสู่รูปแบบวรรณคดีราชสำนักและบทขับ เสภา โดยมีการนำ กรับ (ไม้ท่อนสั้นสองท่อน) มาเคาะขยับให้เกิดจังหวะหนักแน่น กระตุ้นอารมณ์ในการขับเล่าเรื่องราวตลอดทั้งคืน เช่น เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งฟื้นฟูกลับมาจากความทรงจำของชาวบ้านในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
สรุปความหมายสำคัญของเพลงพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน คือ บทเพลงที่ชาวบ้านสร้างสรรค์ขึ้นด้วยปฏิภาณไหวพริบและการร้องปากต่อปาก (มุขปาฐะ) เพื่อสร้างความสุขและความบันเทิงในชุมชน โดยเป็นศิลปะที่สะท้อนประเพณี ขนบธรรมเนียม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมสยามแต่ละยุคสมัยได้อย่างสมบูรณ์
"So What? – แล้วทำไมเราต้องศึกษาเพลงพื้นบ้าน?" เหตุผลสำคัญคือ เพลงพื้นบ้านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าความบันเทิงในอดีตที่หยุดนิ่ง แต่ทำหน้าที่เป็น "กระจกเงาสะท้อนวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวสยาม" ในแต่ละยุคสมัยอย่างลึกซึ้ง ทำให้คนรุ่นหลังมองเห็นโครงสร้างสังคม ระบบค่านิยม การละเล่น ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ได้อย่างเป็นรูปธรรม สมดังคำกล่าวของนักภาษาศาสตร์ระดับโลก วิลเลี่ยม เก็ดนี่ย์ ที่ว่า “ข้าพเจ้ามักคิดบ่อย ๆ ว่า หากความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเกิดสูญหายไปหมด ทุกอย่างอาจจะถูกสร้างขึ้นมาได้ใหม่ จากข้อเขียนที่อัศจรรย์นี้”
เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมการเดินทางของเพลงพื้นบ้านจากลานบ้านสู่วรรณคดีราชสำนักแล้ว คำถามสำคัญถัดไปคือ อะไรคือเสน่ห์อันเผ็ดร้อนที่ทำให้ "บทเพลงปฏิพากย์" ครองใจชาวบ้านมาทุกยุคทุกสมัย? เราไปเจาะลึกโครงสร้างและปฏิภาณไหวพริบนี้พร้อมกันในหัวข้อถัดไป
บทเพลงปฏิพากย์ คือ บทเพลงพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในการเกี้ยวพาราสีและโต้ตอบกันระหว่างชายและหญิง โดยดึงเอาปฏิภาณไหวพริบ ความคมคาย และอารมณ์ขันมาใช้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เพลงฉ่อย (ซึ่งมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น เพลงไอ้เป๋ หรือ เพลงเป๋ ตามชื่อพ่อเพลงยุคแรกคือ ตาเป๋ ที่แสดงร่วมกับ ยายมา รวมถึงชื่อ เพลงตะขาบ, เพลงวง, เพลงฉ่า หรือ เพลงทอดมัน ในท้องถิ่นโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี)
ในเชิงวรรณศิลป์ เพลงฉ่อยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศ แต่ได้รับการดัดแปลงและผสมผสานอิทธิพลมาจาก เพลงโคราช, เพลงเรือ, และเพลงปรบไก่ กล่าวคือ นำการตบมือให้จังหวะมาจาก เพลงปรบไก่ รับเอาบทเกริ่นและการไหว้ครูมาจาก เพลงโคราช และใช้ลักษณะฉันทลักษณ์กลอนคล้ายคลึงกับ เพลงเรือ
องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการของบทเพลงปฏิพากย์ ได้แก่:
การร้องโต้ตอบระหว่างชาย-หญิง: แบ่งผู้แสดงออกเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ฝ่ายละประมาณ 2-3 คน
การใช้ปฏิภาณไหวพริบและเนื้อหาหลากหลาย: มีการร้องเกี้ยวพาราสี เนื้อหาชิงชู้ ทางโลก ทางธรรม และนิยมใช้ กลอนสด เล่นคำที่มี ความหมายสองแง่สองง่าม เพื่อสร้างความบันเทิงอย่างมีศิลปะ
การตบมือเป็นจังหวะ: ไม่ใช้เครื่องดนตรีบรรยายจังหวะ แต่จะใช้ "การตบมือ" ของผู้แสดงและลูกคู่ประกอบจังหวะอย่างเป็นจังหวะสนุกสนาน
บทบาทหน้าที่ของผู้แสดง: แบ่งหน้าที่ชัดเจนระหว่างผู้ดำเนินเรื่อง (พ่อเพลง-แม่เพลง) และผู้ให้จังหวะรับร้อง (ลูกคู่)
💡 กิจกรรมกระตุกความคิด (Critical Thinking Prompt for High Schoolers): ลองพิจารณาบทกลอนเพลงฉ่อยด้านล่างนี้ แล้ววิเคราะห์ว่า ถ้อยคำใดแสดงถึง "ปฏิภาณไหวพริบในการแก้คำ" และการเปรียบเปรยแบบ "ความหมายสองแง่สองง่าม" ทำไมแม่เพลงจึงเปรียบเงินทองกับความรักได้อย่างน่าสนใจ?
(แม่เพลง)
"เอ่ง เงอ เงย… เรากันหนาเรามาพากันหนี ก็ไปมั่งไปมีมีถมไป เรารักกันหนอมาขึ้นหอลงโรง กุศลไม่ส่งละมันก็ต้องฉิบหาย เอาพระสงฆ์มาเป็นองค์ประธาน สวดเจ็ดตำนานพระก็เหนื่อยแทบตาย
พี่มารักน้องคำหนึ่งก็พาสองคำก็พา ของฉันไม่ได้ราคาสองไพ ของฉันราคานะเป็นหมื่นหนอเป็นแสน ของฉันไม่ใช่แหวนหนอจะมาสวมใส่ พี่จะเอาเงินมาดองจะเอาทองมาให้ ถ้าพี่จะเอาอีแปะจนใจน้องจะแกะให้ไม่ได้
พ่อแม่น้องเลี้ยงน้องมายาก เขาจะกินขันหมากน้องให้ได้ (ให้ได้) ถ้ารักน้องจริงจะให้มาสู่ขอกะพ่อแม่ ถ้าพี่ชายมารักแลก็เฉยไป ถ้ารักน้องจริงก็อย่าทิ้งน้องนะ ขอให้คุณพระช่วยเป็นประธานให้"
(ลูกคู่รับพร้อมกัน)
"เอ่ ชา เอ๊ ช้า ชา ฉ่า ชา นอย แม่ เอย"
บทบาท/ผู้แสดง
เทคนิคการแสดงและหน้าที่
ตัวอย่างการปฏิบัติในการแสดง
พ่อเพลง
เป็นผู้นำฝ่ายชาย ร้องเกี้ยวพาราสี ดำเนินเนื้อเรื่อง ชิงชู้ และใช้ ปฏิภาณไหวพริบ ในการตั้งคำถาม ท้าทาย หรือโต้ตอบด้วย กลอนสด
ร้องบทเกริ่น ขึ้นทำนอง "ฉัดช่าฉัดชา..." หรือ "เอ้อ เอิงเออ เอิงเออ..." เพื่อเปิดฉากท้าทายแม่เพลง
แม่เพลง
เป็นผู้นำฝ่ายหญิง ร้องตอบแก้ แก้คำเกี้ยวพาราสี ใช้ปฏิภาณไหวพริบโต้ตอบทั้งทางโลก ทางธรรม และการเปรียบเทียบเชิง ความหมายสองแง่สองง่าม
ร้องแก้ลีลาของพ่อเพลงด้วยความฉลาดทันคน เช่น "พี่มารักน้องคำหนึ่งก็พาสองคำก็พา... ถ้ารักน้องจริงก็อย่าทิ้งน้องนะ..."
ลูกคู่
ผู้เล่นคนอื่น ๆ ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ทำหน้าที่ตบมือเป็นจังหวะและร้องรับท่อนจบของแต่ละบทอย่างพร้อมเพรียง
ร้องรับพร้อมกันตามทำนองเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นเมื่อจบความ เช่น "เอ่ ชา เอ๊ ช้า ชา ฉ่า ชา นอย แม่ เอย" พร้อมตบมือเน้นจังหวะ
ทำนองการขึ้นเพลงหลัก:
ฉัดช่าฉัดชา ฉัดช่าฉัดฉ่า เอิงเอิงเออฉะเอิงเอ้ย
เอ้อ เอิงเออ เอิงเออ เออเอ้อเออเหอ เอ้อเออ เอิงเงย ฉัดช่าฉัดชา ฉัดช่าฉัดฉ่า เอิงเอิงเออฉะเอิงเอ้ย (ทำนองแสดงสดคณะสามน้า)
คำร้องรับของลูกคู่แยกตามบริบทภูมิศาสตร์:
เขตอุทัยธานี – นครสวรรค์: ลูกคู่รับว่า เอ่ชา เอชา เอ๊ชา ชาฉ่าชา
เขตพระนครศรีอยุธยา – อ่างทอง – สุพรรณบุรี: ลูกคู่รับว่า เอ่ชา ชา ชาฉ่าชา
เขตกรุงเทพมหานคร: ฝ่ายชายรับว่า เอ่ชา เอ๊ชา ชา ชาฉ่าชา นอยแม่ / ฝ่ายหญิงรับว่า เอ่ชา ชา ชาฉ่าชา นอยแม่
เขตราชบุรี (โพหัก/บางแพ): ลูกคู่รับว่า เอ่ชา เอชา ชาชาฉ่าชา หนอยแม่
รูปแบบแพร่หลายทั่วไป: เอ่ ชา เอ้ชา ชา ชาชาชา หน่อยแม่ หรือ เอ่ ชา เอ๊ ช้า ชา ฉ่า ชา นอย แม่ เอย
เมื่อเราทบทวนโครงสร้างอันแยบคายและฉันทลักษณ์ของบทเพลงปฏิพากย์กันแล้ว ลำดับถัดไป ผู้เรียนจะได้ร่วมเดินทางสำรวจคลังตัวอย่างเพลงพื้นบ้านที่กระจายตัวอยู่อย่างหลากหลายในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง ส่งผลให้เกิดบทเพลงปฏิพากย์และเพลงพื้นบ้านที่มีลีลาภาษาเฉพาะตนในแต่ละท้องถิ่น โดยสามารถจำแนกออกตามภูมิภาคต่าง ๆ ได้ดังนี้
ภาคกลาง
บทเพลงสำคัญ: เพลงฉ่อย, เพลงเรือ, เพลงอีแซว, เพลงปรบไก่, เพลงเกี่ยวข้าว, เพลงเต้นกำ, เพลงพวงมาลัย, เพลงรำโทน, เพลงพิษฐาน, เพลงครึ่งท่อน, เพลงเทพทอง, เพลงเหย่อย, เพลงสักวา, เพลงไก่ป่า
เอกลักษณ์เฉพาะ: เพลงฉ่อยถือเป็นราชาแห่งบทเพลงปฏิพากย์ภาคกลาง มีประวัติเชื่อมโยงกับครูเพลงดั้งเดิมอย่าง "ตาเป๋-ยายมา" รวมถึงครูเปลี่ยน ครูฉิม ครูศรี ครูบุญมา และครูบุญมี สำหรับศิลปินผู้สืบทอดที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ได้แก่ ศิลปินแห่งชาติ ขวัญจิต ศรีประจันต์ และคณะสามน้า (น้าโย่ง, น้าหนง, น้าพวง)
ภาคเหนือ
บทเพลงสำคัญ: จ๊อย, ซอ (ซอล้านนา / วงสะล้อ ซอ ปิน)
เอกลักษณ์เฉพาะ: นิยมใช้วงสะล้อ ซอ ปิน บรรเลงประกอบการขับซอ ใช้ภาษาถิ่นล้านนาอันอ่อนหวานในการปฏิพากย์เกี้ยวพาราสี เล่าเรื่องราวนิทานพื้นบ้าน หรือขับจ๊อยรำพันความรัก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)
บทเพลงสำคัญ: หมอลำกลอน, หมอลำพื้น, ลำผญา, กันตรึม, เจรียง, กาพย์เซิ้งบั้งไฟ, เพลงโคราช
เอกลักษณ์เฉพาะ: มีการขับลำที่ใช้ภาษาถิ่นโต้ตอบปัญญาลึกซึ้ง (ผญา) รวมถึงศิลปะการขับร้องชนชาติพันธุ์ขแมร์ลื่นหูอย่าง กันตรึม และ เจรียง ในกลุ่มอีสานใต้ นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับพิธีกรรมตามฮีต 12 ครอง 14 เช่น กาพย์เซิ้งบั้งไฟในประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งปรากฏบริบทการแข่งขันบั้งไฟระหว่างท้าวผาแดงกับพญาขอม เพื่อชิงนางไอ่ตามตำนาน "ผาแดงนางไอ่" และท้าวภังคี (ดังที่จัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ในจังหวัดยโสธร)
ภาคใต้
บทเพลงสำคัญ: เพลงบอก, เพลงเรือ (เพลงเรือแหลมโพธิ์), เพลงนา, เพลงกล่อมนาค, เพลงร้องเรือ
เอกลักษณ์เฉพาะ: โดดเด่นด้วยการใช้ปฏิภาณกลอนสดที่ฉับไว สั้นกระชับ น้ำเสียงหนักแน่น เพลงบอกใช้ขับร้องเพื่อแจ้งข่าวสารงานบุญ แสดงความยินดี หรือโต้ตอบปัญญา ส่วนเพลงเรือแหลมโพธิ์ใช้ร้องปฏิพากย์เกี้ยวพาราสีในเทศกาลทางน้ำ
ภูมิภาค
ชื่อบทเพลง
บริบท/เอกลักษณ์สำคัญที่พบในแหล่งข้อมูล
ภาคกลาง
เพลงฉ่อย / เพลงเรือ / เพลงอีแซว / เพลงปรบไก่
ร้องโต้ตอบชาย-หญิง ใช้การตบมือเป็นจังหวะ ได้รับอิทธิพลผสมผสานจากเพลงปรบไก่และเพลงโคราช เนื้อหาเน้นการเกี้ยวพาราสี ชิงชู้ และใช้ กลอนสด
ภาคเหนือ
จ๊อย / ซอ (ซอล้านนา / วงสะล้อ ซอ ปิน)
ใช้การขับร้องภาษาถิ่นประกอบเครื่องสาย (สะล้อ, ปิน) เน้นบรรยากาศนุ่มนวล ร้องปฏิพากย์เกี้ยวพาราสี เล่าเรื่องธรรมะ และนิทานพื้นบ้าน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หมอลำกลอน / ลำผญา / กันตรึม / เจรียง / กาพย์เซิ้งบั้งไฟ
ร้องโต้ตอบทางปัญญา (ผญา) มีศิลปะกันตรึมและเจรียงในแถบอีสานใต้ และบทร้องประกอบพิธีกรรม เช่น กาพย์เซิ้งบั้งไฟที่เชื่อมโยงกับตำนานผาแดงนางไอ่
ภาคใต้
เพลงบอก / เพลงเรือ (เพลงเรือแหลมโพธิ์) / เพลงนา / เพลงร้องเรือ
ใช้การปฏิพากย์ กลอนสด เสียงหนักแน่น กระชับ เพลงบอกใช้บอกข่าวสารงานประเพณีและแก้ปัญญา ส่วนเพลงเรือแหลมโพธิ์ใช้ร้องเกี้ยวพาราสีทางน้ำ
จากการสำรวจคลังเพลงพื้นบ้านทั่วทุกภูมิภาค จะเห็นได้ว่าเพลงพื้นบ้านไม่ใช่เรื่องของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง แต่เป็นสายใยวัฒนธรรมระดับชาติ ในหัวข้อถัดไป เราจะมาสังเคราะห์ร่วมกันว่า เพลงเหล่านี้สร้างคุณค่า คติธรรม และอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราอย่างไร
การศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นและบทเพลงปฏิพากย์ตามโครงสร้างรายวิชา ท 30205 ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจจริยทัศน์ของคนในอดีต แต่ยังส่งเสริมผลการเรียนรู้สำคัญ 3 มิติหลัก ดังนี้
เพลงพื้นบ้านเป็นคลังสารานุกรมชีวิตที่รวบรวมคำศัพท์ สำนวนท้องถิ่น และโครงสร้าง ฉันทลักษณ์ กลอนพื้นบ้านเอาไว้อย่างมหาศาล การเรียนรู้มิติทางภาษาและวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความแยบคายของการใช้ภาษา การเล่นคำสองแง่สองง่าม การใช้อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบทางโลกและทางธรรม ซึ่งสะท้อนปฏิภาณไหวพริบอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษไทย
เพลงพื้นบ้านทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระชับความสัมพันธ์ สร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชนผ่านงานเทศกาลและการละเล่น เช่น การร้องเพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นกำ ในฤดูเก็บเกี่ยว หรือการเซิ้งบั้งไฟในประเพณีบุญบั้งไฟ บทเพลงเหล่านี้จึงเป็น กระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นไปของบ้านเมือง ขนบธรรมเนียม ตลอดจนค่านิยมของคนสยาม ผู้เรียนสามารถนำคติธรรมและข้อคิดจากการเกี้ยวพาราสีและการใช้ชีวิตมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรู้จักประมาณตน มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน และดำเนินชีวิตด้วยความเข้าใจในรากเหง้าภูมิปัญญาของตนเอง
บทเพลงพื้นบ้านหลากหลายประเภท เช่น เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงอีแซว หมอลำกลอน ลำผญา เพลงบอก กันตรึม และเจรียง รวมถึงวรรณกรรมเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขาศิลปะการแสดง" และ "สาขาวรรณกรรมพื้นบ้าน" โดย กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าอันทรงเกียรติที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องร่วมมือกันสืบทอดและอนุรักษ์ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
เพื่อเปลี่ยนความเข้าใจเชิงทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง ในหัวข้อสุดท้าย ผู้เรียนจะได้รับแนวทางการสืบค้นข้อมูลผ่านคลังเรียนรู้ดิจิทัล เพื่อนำไปสร้างสรรค์ภาระงานของรายวิชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้อภิบาลผลการเรียนรู้รายวิชา ท 30205 ในการรวบรวมวรรณกรรมท้องถิ่น เพื่อนำเสนอในรูปแบบ แผนผังความคิด (Mind Map) และจัดทำ หนังสือเล่มเล็ก (Mini Booklet) ให้นักเรียนปฏิบัติตามเครื่องมือสืบค้นเชิงรุก (Actionable Checklist) จากแหล่งอ้างอิงอธิปไตยทางวัฒนธรรม ดังต่อไปนี้:
[ ] กระทรวงวัฒนธรรม (ระบบมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม):
👉 สิ่งที่นักเรียนต้องสืบค้นและรวบรวม: รายชื่อขึ้นทะเบียน ศิลปินผู้สืบทอด และรายละเอียดของเพลงพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง และวรรณกรรมพื้นบ้านประจำภูมิภาคเพื่อนำมาจัดหมวดหมู่ทำแผนผังความคิด
[ ] กรมศิลปากร:
👉 สิ่งที่นักเรียนต้องสืบค้นและรวบรวม: ฉบับแบบเรียน วรรณคดีเสภา ต้นฉบับสมุดไทย และประวัติการชำระต้นฉบับวรรณคดีท้องถิ่น (เช่น เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดพระวชิรญาณ)
[ ] หอสมุดแห่งชาติ:
👉 สิ่งที่นักเรียนต้องสืบค้นและรวบรวม: เอกสารตัวเขียน ฉบับสำเนาสมุดไทย บทกลอนโบราณ และสำนวนครูเพลงเก่า โดยเฉพาะการสืบค้น สำนวนครูแจ้ง (ขุนช้างขุนแผนแสนสนุก: เผยฉบับลับเฉพาะ ตีดาบ ซื้อม้า หากุมารทอง สำนวนครูแจ้ง) เพื่อศึกษาร่องรอยวรรณกรรมฉบับดั้งเดิมที่ยังไม่ผ่านการตัดทอน
[ ] คลังสารานุกรมดิจิทัล (วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี / วิกิซอร์ซ):
👉 สิ่งที่นักเรียนต้องสืบค้นและรวบรวม: ค้นคว้างานต้นฉบับเสภา ประวัติเพลงฉ่อย ประวัติศิลปินพื้นบ้าน (เช่น ตาเป๋-ยายมา, แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์) ตลอดจนการดัดแปลงวรรณกรรมท้องถิ่นไปสู่สื่อร่วมสมัย (ภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์, การ์ตูน) เพื่อใช้จัดทำเนื้อหาในหนังสือเล่มเล็ก
บทเพลงพื้นบ้านและบทเพลงปฏิพากย์ไม่ใช่เพียงร่องรอยในอดีตที่หยุดนิ่งอยู่แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่เป็น "มรดกภูมิปัญญาที่มีชีวิต" ซึ่งถอดรหัสปฏิภาณไหวพริบ อารมณ์ขัน และวิถีชีวิตของคนไทยในแต่ละยุคสมัยได้อย่างงดงาม การศึกษาวิชา วรรณกรรมท้องถิ่น (ท 30205) จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้เรียนทุกคนได้สืบค้น ตีความ และภาคภูมิใจ ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางปัญญาอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน